เทศน์บนศาลา

ธรรมติเพื่อก่อ

๑๓ ม.ค. ๒๕๖๘

ธรรมติเพื่อก่อ

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์บนศาลา วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ กราบสัจธรรมในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันมหัศจรรย์มาก

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะนะ เป็นพระโพธิสัตว์ๆ พระโพธิสัตว์สร้างบุญสร้างกรรมมามากมายมหาศาล ความการกระทำมีคุณงามความดีมา ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย เวลาเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ถ้าเป็นสัจธรรมขึ้นมา อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพญามาร มารมันครองวัฏฏะ มารมันครองหัวใจของสัตว์โลก

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันมีพญามารควบคุมดูแลอยู่ ควบคุมดูแลอยู่ เห็นไหม ถ้าทำคุณงามความดี ทำคุณงามความดี บุญและบาปๆ ใครสร้างคุณงามความดีมามากน้อยขนาดไหน

พระโพธิสัตว์ๆ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดยังไม่พยากรณ์ ยังกลับได้ กลับได้เป็นสาวกสาวกะที่ได้ยินได้ฟังไง ได้ยินได้ฟัง ได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไง

ถ้าได้ยินได้ฟังขึ้นมา เขามีอำนาจวาสนาของเขา เขามีอำนาจวาสนาของเขา เขาฟังธรรมแล้วเข้าใจสัจธรรมอันนั้น แสวงหาๆ ไง

อนาถบิณฑิกเศรษฐี เวลาไปเยี่ยมเพื่อนของของเขา เพื่อนของเขาทำอาหารมากมายมหาศาลจะถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาไปถึง เขาบอกว่านี่เขามีงานอะไรกัน เขาบอก อ้าว! เขาทำอาหารไว้ นิมนต์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาฉันพรุ่งนี้ไง

ได้ยินคำว่า พุทธะ” ตะลึงเลย

เวลาคนมีบุญมีกุศล นอนไม่หลับ นอนไม่ได้เลย นี่อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขาได้สร้างบุญสร้างกุศลของเขามา เขาแสวงหาสิ่งคุณงามความดีมา พอขณะได้ยินคำว่า พุทธะ” องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อุบัติแล้ว เกิดแล้ว เป็นความมหัศจรรย์ สะเทือนหัวใจจนนอนไม่ได้

ตื่นเช้าขึ้นมาไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนเลย นิมนต์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปโปรด ซื้อที่ดินเชตวัน สร้างวัดสร้างวาถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงเป็นอย่างนั้น ถ้าคนที่มีอำนาจวาสนา สิ่งที่สร้างคุณงามความดีมาๆ ไง แต่ถ้าสร้างบาปสร้างอกุศลมา มันไปเกิดเป็นเดียรถีย์ มันไปเข้ากับเดียรถีย์ เข้ากับนักพรตต่างๆ แล้วมาขัดมาแย้ง มาต่อมาต้าน ในพระไตรปิฎกมากมาย

เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา สิ่งที่เป็นความดีงามๆ ความดีงาม เราก็ทำคุณงามความดีของเราขึ้นมาได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์

เกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ แต่ดูความรู้สึกนึกคิดเราสิ มันเผชิญกับเรา ผจญกับเรา มันทุกข์มันยากขนาดไหน เวลามันทุกข์มันยากขนาดไหน เวลาคนมันทุกข์มันยากขึ้นมา มันหงอยมันเหงา มันทุกข์มันยากนะ เวลามันทุกข์มันยาก มันทุกข์ในหัวใจไง

สิ่งที่จะมีสติมีปัญญาขึ้นมา เห็นไหม เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เห็นพระเห็นเจ้าขึ้นมา ธงชัยพระอรหันต์ แต่ในปัจจุบันนี้เราเห็นพระเห็นเจ้าขึ้นมา เราคิดเป็นวิทยาศาสตร์ไง คิดเป็นทางโลกไง ทางฆราวาสเขาต้องมีอาชีพของเขา เขาทำหน้าที่การงานของเขา แล้วพระทำอะไรน่ะ พระไม่เห็นทำอะไรเลย

เพราะพระก็มาจากมนุษย์ พระก็มาจากชาวพุทธๆ ที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี่แหละ แต่เขามีอำนาจวาสนาของเขาไง เขาบวชเป็นพระๆ เขาจะเป็นนักรบ จะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน แต่เขามีอำนาจวาสนาหรือไม่ล่ะ

ถ้าเขาไม่มีอำนาจวาสนานะ เขาบวชแล้วเข้าไปอยู่กับครูบาอาจารย์ประเภทใด ถ้าครูบาอาจารย์ประเภทใด เขาก็ชักนำลูกศิษย์ลูกหาไปตามอย่างนั้น

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านแสวงหาของท่านมากมายมหาศาลนะ แสวงหามาขนาดไหนก็ไม่พบก็ไม่เจอไง ไม่พบไม่เจอเพราะอะไร เพราะท่านก็ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของท่านไง ถ้ามันไม่เป็นความเป็นจริงขึ้นมา ท่านก็ละท่านก็วางของท่าน ท่านก็แสวงหาของท่านไป สุดท้ายแล้วหาใครไม่เจอเหมือนกัน

นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสวงหาๆ อยู่ ๖ ปี เวลาฝึกหัดออกประพฤติปฏิบัติขึ้นมาก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ไง ไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย มันต้องมีฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย แล้วออกประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มีครูบาอาจารย์ที่ไหนก็แสวงหา ก็ไปศึกษาค้นคว้ากับเขามาตลอดเวลา

ไปสุดท้ายแล้ว อุทกดาบส อาฬารดาบส ได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ไง เจ้าชายสิทธัตถะก็ไปศึกษากับเขา จนอุทกดาบส อาฬารดาบสยืนยัน ลูกศิษย์ลูกหาของท่าน เจ้าชายสิทธัตถะมีความรู้ความเห็นเสมอตน เป็นครูบาอาจารย์ที่อบรมบ่มเพาะต่อไปได้

เจ้าชายสิทธัตถะไม่สนใจเลย มันเป็นไปไม่ได้ๆ มันเป็นไปไม่ได้ นี่เพราะความเป็นพระโพธิสัตว์ ความที่สร้างบุญกุศลมามากมายมหาศาล ถ้าเป็นไปได้ไปเชื่อเขา มันก็จบ ก็เป็นความเชื่อ มันไม่เป็นความจริงไง

สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ใครจะทำไม่เป็น สมาบัติ ๘ เวลาครูบาอาจารย์ของเรา ยิ่งสมัยกึ่งพุทธกาล เวลาหลวงปูมั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่านขึ้นมา เหาะเหินเดินฟ้า หลวงปู่แหวนอย่างนี้ หลวงปู่ขาวอย่างนี้ ครูบาอาจารย์เราทั้งนั้นน่ะ ทำไมจะทำไม่เป็น จะทำไม่ได้ แต่ทำไมท่านยังยึดถือมรรค ๘ อยู่ล่ะ

เพราะอะไร

เพราะท่านประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง

เพราะมีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเป็นครูบาอาจารย์ของเรา แล้วฝึกหัดลูกศิษย์ลูกหาขึ้นมามันเป็นข้อเท็จจริงไง มรรค ๔ ผล ๔ มันมีอยู่จริง มันทำจริงๆ นะ

มันไม่ใช่ไปศึกษา อุทกดาบส อาฬารดาบส “ได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ เหมือนเรา เป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนได้”

เจ้าชายสิทธัตถะไม่สนใจ ถ้าสนใจมันก็เข้าฌานสมาบัติ ก็เป็นฌานโลกีย์อยู่นั่นน่ะ มันก็เป็นเรื่องโลก มันจะเข้าสู่ธรรมได้อย่างไร

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเป็นสัจจะเป็นความจริง โอ้โฮ! วิมุตติสุขๆ คราวนี้จบแล้วล่ะ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเป็นพระโพธิสัตว์มามากมายมหาศาล ทศชาติ ๑๐ ชาติขึ้นมา เสียสละทั้งชีวิต เสียสละมาทุกสิ่งทุกอย่าง

เสียสละมาทั้งนั้นน่ะ ทศชาติ ๑๐ ชาติสุดท้ายนั่นน่ะ สุดท้ายพระเวสสันดร สละทานๆ ขึ้นมา สละทั้งลูก สละทั้งเมีย สละทั้งนั้น สละเพื่อโพธิญาณๆ ไง เวลาเป็นความจริงขึ้นมา วิมุตติสุขๆ พ้นจากพญามาร มารคร่ำครวญ มารร้องไห้ ลูกสาวของมารจะมาช่วยกันต้อนขึ้นมาให้อยู่ในอำนาจของมารไง นี่ไง เวลาความโลภ ความโกรธ ความหลง ลูกสาวของมารๆ

เวลาจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไง ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เวลาครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของครูบาอาจารย์ของเรา มันถึงมีหลักมีเกณฑ์ อยู่ในสัจธรรม ไม่เหลวไหล ไม่ฟั่นเฟือน ไม่ออกนอกลู่นอกทาง มันออกนอกลู่นอกทางไม่ได้ ออกนอกลู่นอกทางนั่นน่ะมันเป็นสมมุติบัญญัติ มันเป็นเรื่องโลก

แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ สัจธรรมมันยิ่งใหญ่กว่านั้น มันยิ่งใหญ่ มันรอบรู้ในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง สติวินัย สติวินัยมันมีสัจจะมีความจริงอยู่ในหัวใจดวงนั้นพร้อมมูลแล้ว แล้วมันมีสิ่งใดมีค่ามากไปกว่านั้นล่ะ ไม่เห็นมี

พอไม่เห็นมี เพราะมันได้การกระทำจนมารคร่ำครวญ มารร้องไห้ เวลาเป็นสัจจะความจริง แสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม สงฆ์องค์แรกของโลกเกิดขึ้นมาแล้วไง เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาถ้ามันจะเป็นความจริงขึ้นมาไง ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา เราปฏิบัติตามความเป็นจริงในทางพระพุทธศาสนา

อย่าปฏิบัติบูชามาร

มารในหัวใจมันยิ่งใหญ่นัก ถ้ามารในหัวใจ เห็นไหม ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เวลาศึกษาเล่าเรียนขึ้นมา ศึกษาเล่าเรียนมา ทุกคนต้องมีการศึกษามีเล่าเรียนมาเพื่อเป็นวิชาชีพ เป็นการแสวงหาเพื่อการเลี้ยงชีพของตน จะทำหน้าที่การงานสิ่งใดมา ทำอย่างใดมา มันก็ทัศนคติ มันก็มีมุมมองอย่างนั้น เวลามองพระพุทธศาสนาไง ก็มุมมองตามวิชาชีพที่ตนเรียนมา มันก็แตกต่างกันไป

แต่ถ้ามีอำนาจวาสนา เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันจะวางสิ่งนั้นๆ ไง ไม่เอาสิ่งนั้นมาเป็นเชื้อเป็นไข เป็นความกระตุ้นให้การฝึกหัดปฏิบัติมันยากขึ้นไปอีก

วางหัวใจของตนให้ได้ ถ้าวางหัวใจของตนได้ ถ้ามันเป็นความจริงได้มันจะเป็นประโยชน์กับใจดวงนั้น

ถ้ามันเป็นความจริงของตนไม่ได้ มันก็ลากให้หัวใจดวงนั้นล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นน่ะ การล้มลุกคลุกคลานๆ มันก็อยู่วาสนาของคน

วาสนาของคน ดูสิ ดูมนุษย์เกิดมาพบพระพุทธศาสนาสิ ไม่เชื่อเรื่องมรรคเรื่องผล ไม่เชื่อนรกสวรรค์ ไม่เชื่ออะไรเลย มันจะไม่เชื่อ เชื่อได้อย่างไร ฉันมีสติมีปัญญา

มารนี้มันร้ายกาจนัก มันครอบคลุมหัวใจของสัตว์โลกไปทั้งนั้นน่ะ แต่เราก็ยังมีวาสนานะ เราก็ได้มาบวชเป็นพระ ถ้าบวชเป็นพระแล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง

บวชเป็นพระๆ มา เห็นไหม ในโลกนี้พระมีมากน้อยขนาดไหน ในประเทศไทย ๓–๔ แสนองค์ไง แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติ เรียนมาๆ เรียนมามีสติมีปัญญาแล้ว มรรคผลนิพพานจะมีหรือไม่มีไง ไอ้พวกประพฤติปฏิบัติไอ้โง่เง่าเต่าตุ่นไง ไอ้เรามีการศึกษา เรามีความรู้มามาก เรายิ่งมีประสบการณ์ในชีวิตมามาก เราทำเราสร้างสถานะขึ้นมามีชื่อมีเสียง มีกิตติศัพท์กิตติคุณนะ

โลกธรรม ๘ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ ถ้ามันเป็นตัณหาความทะยานอยาก มันก็เป็นการยึดมั่นถือมั่นในหัวใจของคนคนนั้นแหละ ยิ่งมีสติมีปัญญามากมันก็ยิ่งทุกข์มากนั่นแหละ เพราะอะไร เพราะมันทำความสงบของใจมันไม่ได้ไง

แล้วทำความสงบ ทำไมต้องไปทำความสงบของใจล่ะ

แล้วทำความสงบของใจ ถ้ามันมีสติมีปัญญาขึ้นมา เห็นไหม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเผยแผ่ธรรมๆ ไง อนุปุพพิกกถา ผู้ที่ไม่มีสติไม่มีปัญญาก็สอนเขาให้ทำบุญกุศลของเขา แล้วทำบุญกุศลของเขา เขาจะศึกษาเรื่องตัวตนของเขา

ถ้าศึกษา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปฏิเสธ เทวดา อินทร์ พรหม ปฏิเสธคนที่บงการชีวิต ปฏิเสธใดๆ ทั้งสิ้น ปฏิเสธหมด เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมานะ นี่ไง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนเท่านั้นที่จะทำตนให้พ้นจากทุกข์ได้ ตนเท่านั้นที่จะรู้เท่าทันมารในหัวใจของตน แล้วตนเท่านั้น มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาจะชำระล้างพญามาร ทำลายครอบครัวของมาร

อาสวักขยญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ทำลายอวิชชา คือพญามารเจ้าวัฏจักรในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดทั้งสิ้น ปฏิเสธทุกอย่างเลย ปฏิเสธมาทั้งนั้น

นี่เรามีการศึกษาเล่าเรียนมา เราก็ว่าเรามีสติมีปัญญา เราก็ยึดมั่นถือมั่นของเรา

ทำไมไม่ปฏิเสธล่ะ ทำไมยึดมั่นถือมั่นน่ะ

เกิดเป็นมนุษย์ มารมันก็ครอบงำอยู่แล้ว มารก็เหยียบย่ำย่ำยีทุกข์ยากเจียนตายอยู่แล้ว ศึกษาเล่าเรียนสิ่งอะไรมาก็ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นความรู้ของตนๆ แล้วตัวตนของตนทำไมไม่รู้จักล่ะ

นี่ไง ทำไมถึงต้องทำความสงบของใจไง

ถ้าไม่ทำความสงบของใจ มันก็ไหลตามกิเลสนั้นไปทั้งนั้นน่ะ ถ้าไหลตามกิเลสของตัวเองไป แล้วก็ว่าบรรลุธรรมๆ

เวลามันพลิกเป็นทางลบ มันก็ไม่เชื่อ ไม่ฟัง ไม่มีหลักมีเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น เอาแต่ตามความพอใจของกิเลสฟาดงวงฟาดงา ทุกข์เจียนตายก็ไม่รู้ว่าเป็นความทุกข์ไง ก็คิดว่ามันเป็นความสุขของตนไง แสวงหามาว่าจะเป็นสมบัติของตนๆ มันก็เป็นสมบัติสาธารณะทั้งนั้น ตำแหน่งหน้าที่ในการเป็นพระภิกษุสงฆ์ไง เวลาตายแล้ว เขาเอาคืนหมด แล้วไปให้คนอื่นต่อ เอาไปให้ผู้ที่มีความสามารถที่จะปกครองสงฆ์ขึ้นมาต่อเนื่องไปไง นี่เขาเอาไปให้คนอื่นต่อ

โลกธรรม ๘ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นว่ามันเป็นผลงาน ผลงานอะไร ผลงานของชาตินี้

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเกิดอีกแล้ว แล้วเกิดมา เกิดเป็นใคร

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

ถ้าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันก็เป็นบาปบุญของคนใช่ไหม

นี่ไง เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เอ็งทำมาทั้งนั้นน่ะ แล้วในชาติปัจจุบันนี้ยังกระหืดกระหอบจะแสวงหาสิ่งใดที่จะเป็นสมบัติของตนๆ ถ้ามันทุกข์มันยากขนาดไหน ทำตามกิเลส กิเลสมันปลิ้นมันปล้อน มันหลอกมันลวง ก็ชอบไป พอใจกับมัน แต่เวลาเรามีสติมีปัญญาขึ้นมา เราจะแสวงหาสัจจะความจริงในหัวใจของตน

ถ้าบวชเป็นพระ เป็นนักรบ ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรเลย ปัจจัยเครื่องอาศัยมีทั้งนั้นน่ะ แต่กิเลสมันก็ปลิ้นมันก็ปล้อนไง มันทุกข์มันยาก มันลำบากลำบน มันไม่มีใครคุ้มครองดูแล

หา? คุ้มครองดูแลที่ไหน

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกประจำ อยากเห็นนัก พระที่เอาจริงเอาจังประพฤติปฏิบัติขึ้นมาแล้วมันดำรงชีวิตไม่ได้ อยากเห็นนัก

ท่านอยากเห็นนักน่ะ มันไม่มี

เขาตักบาตร เขาทำบุญมีปัจจัยเครื่องอาศัย นักขัตฤกษ์เขาทำบุญกุศลมากมายมหาศาล ถ้าใช้เป็นปัจจัยเครื่องอาศัย ปัจจัย ๔ ล้นเหลือ เหลือล้นจนมากเกินไปจนไม่รู้จะเอาไว้ที่ไหน

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ เขาเจือจานกัน

พระอานนท์เวลาไปเทศนาว่าการ เป็นกษัตริย์ เขาถวายผ้าไตรมา ๕๐๐ ชุด โอ้โฮ! เพราะทางกษัตริย์เขาถวาย พอเขาถวายมาแล้ว ญาติพี่น้องเขาไม่พอใจ เขามาถามพระอานนท์เลย

โอ้โฮ! ทำไมพระอานนท์นี่โลภมาก ถวายไตรจีวรตั้ง ๕๐๐ ชุด รับมาได้อย่างไร

ในวินัยนะ พระเรามีผ้า ๓ ผืนเท่านั้น สิ่งที่รับมาๆ ขึ้นมา รับมา รับมาเพื่อหมู่เพื่อสงฆ์ สงฆ์ที่เขาทุกข์เขายาก สงฆ์ที่ไม่มีใครดูแล สงฆ์ที่ลาภสักการะไม่ถึง ไม่ทั่วถึง ก็จะให้แจกสงฆ์นั้น

แล้วสงฆ์นั้นเขามีผ้าอยู่แล้ว ให้ทำอย่างไร

ผ้านั้นก็ถ่าย

เพราะพระมีผ้า ๓ ผืนเท่านั้น ถ้าเป็นพระธุดงคกรรมฐานถือผ้า ๓ ผืนๆ ไม่มีผ้าอาศัย ถ้าผ้าอาศัยนั่นออกนอกลู่นอกทางแล้วล่ะ

สิ่งที่ถือผ้า ๓ ผืนๆ ธุดงควัตรไง ธุดงค์ ๑๓ แล้วถึงเวลา

แล้วถ้าผ้า ๓ ผืน แล้วผ้าผืนเก่าทำอย่างไร

เอาไปทำม่าน

แล้วเวลาม่านที่มีแล้วทำอย่างไร

ม่านนั้นเขาก็เอาไปทำผ้าเช็ดเท้า เอาไปทำประโยชน์อย่างอื่น สุดท้ายแล้วถ้าไม่ได้ก็ตำ ผสมกับดินแล้วพอกกุฏิที่อาศัย

เออ!

ถ้ามันเป็นจริงเป็นจัง ถ้าพระที่เขาเป็นธรรม ถ้าเราจะเป็นนักรบๆ ถ้าจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน สิ่งนี้มันเป็นปัจจัยเครื่องอาศัยเท่านั้น ถ้าปัจจัยเครื่องอาศัย ดำรงชีวิตนี้ไว้ทำไม

ดำรงชีวิตไว้เพื่อจะศึกษาค้นคว้า เพื่อจะฝึกหัดปฏิบัติ

ปฏิบัติไปทำไม ไม่ต้องปฏิบัติไม่ได้หรือ เรียนมาก็มีความรู้มากมายมหาศาลแล้ว

ทรงจำธรรมวินัยๆ ไง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ศึกษาเล่าเรียนมาเป็นคันถธุระ คันถธุระก็เผยแผ่ธรรมเพื่อปกครองสงฆ์ นี่มันเป็นเรื่องสมมุติ เป็นเรื่องทางวิชาการ เรื่องทางโลกไง

ถ้าการศึกษาการเล่าเรียนที่มันมั่นคงขึ้นมา คนที่ศึกษาแล้วถึงได้รสของธรรม ทรงจำธรรมวินัยมันก็ได้รสของธรรมประเภทหนึ่ง แล้วถ้าเราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ไง ถ้าถึงที่สุดแห่งทุกข์ เราจะกล้ากระทำหรือไม่ เราจะเอาจริงเอาจังของเราหรือไม่ ถ้าเอาจริงเอาจังของเรามันจะเสียเวลาเราไปมากมายหาศาล เพราะเราศึกษามาก็ต้องใช้เวลา ปีหนึ่งจะสอบสักรอบหนึ่ง แล้วกี่ปีถึงจะศึกษาได้ แล้วเวลามาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาแล้วมันกี่ปีกี่เวลามันถึงจะเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมา

ถ้าเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมา มันก็อยู่ที่วาสนาแล้ว

ถ้าเราฟังธรรมๆ ติเพื่อก่อ ติเพื่อก่อ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมติเพื่อก่อให้มันเจริญงอกงามของมันขึ้นไป

ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติธรรม ทำความสงบของใจเข้ามา

ทำความสงบของใจเข้ามา ใจมันจะสงบระงับหรือไม่ล่ะ

ถ้าใจมันสงบระงับ เห็นไหม จิตหนึ่ง

จิตหนึ่ง ถ้ามันมีสติสัมปชัญญะมันก็เป็นสัมมาสมาธิ

ทำไมต้องทำสมาธิล่ะ ก็ศึกษาก็ใช้สติใช้ปัญญาของเราอยู่แล้ว ปัญญาเราก็รอบรู้ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการอย่างไรก็จำได้หมด พูดได้หมดอยู่แล้วน่ะ ทำไมต้องมาทำความสงบของใจเข้ามา

ถ้าไม่ทำความสงบของใจเข้ามา มันเป็นจิตมาร

จิตหนึ่ง จิตหนึ่งเป็นสัมมาสมาธิ จิตหนึ่งมีสติสัมปชัญญะ

จิตมาร จิตมาร จิตมาร

อ้าว! ก็มันมีความรอบรู้ มันมีสติมีปัญญาของมันอยู่แล้ว

อ้าว! ก็มันมี เพราะมันมีอวิชชา ก็มีความไม่รู้ไง ไม่รู้อะไร ไม่รู้ตัวตนของตนไง

จิตหนึ่งมีสติมีสัมปชัญญะ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ

ไม่เข้าสมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ไม่เข้าฌาน ไม่เข้าอะไรหรอก เข้าฌานขาดสติขาดปัญญา มันเหาะเหินเดินฟ้า มันจะมีรู้วาระจิต มันส่งออกไปนู่น ถ้าเป็นฌานสมาบัติจริงนะ ถ้ามันเป็นชานอ้อย ชานหมาก มันก็จินตนาการของมันไปบ้าบอคอแตก ถ้ามันเป็นฌานเป็นสมาบัติไง

แต่ถ้ามันเป็นจิตหนึ่ง ศีล สมาธิ ปัญญา

จิตหนึ่งๆ ไง แล้วถ้ามันทำสมาธิของมันไม่เป็น มันก็เป็นจิตมารไง ว่างๆ ว่างๆ มารทั้งนั้น

บวชเป็นพระประพฤติปฏิบัติเพื่อจะรบกับกิเลส ปฏิบัติแล้วเป็นจิตมาร โอ้อวด โม้มดเท็จ หลอกตนเองตลอด ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะมันเป็นจิตมาร มันไม่ใช่จิตหนึ่ง

ทำไมต้องเป็นจิตหนึ่งล่ะ

เวลาเป็นจิตหนึ่งๆ ถ้ามันเป็นจิตมาร จิตมารมันก็ส่งออก จิตมารมันก็ลากถูลู่กังไป เวลาลากถูลู่ถูกัง ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา มันก็ไปตามมัน

ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ทำความสงบของใจของตัวให้ได้ ทำความสงบของใจของตนให้ได้

เพราะทำความสงบของใจของตนไม่ได้ เพราะอะไร เพราะเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติมาล้มลุกคลุกคลานก็ตรงนี้ เพราะอะไร เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ไง

เวลาพระบวชใหม่ๆ สิ่งที่พระบวชใหม่ทนคำสั่งคำสอนไม่ได้เพราะอะไร เพราะมันติดนิสัยสันดานฆราวาสธรรมนั่นแหละ ฆราวาสประชาธิปไตย ต้องเสมอภาค ต้องสิทธิเสรีภาพ

ภาพของมารไง จิตมารน่ะ

ตัวเองยังแบ่งเวลาของตนเองไม่ได้ ตนเองยังไม่รู้อะไรควรหรือไม่ควร

ธรรมวินัยเขาบัญญัติของเขาไว้แล้ว ถ้าบัญญัติไว้แล้ว เวลาบวชเข้ามาๆ เวลาผู้ที่บวชเข้ามา บวชเข้ามาเป็นพระใหม่ เป็นพระใหม่ขึ้นมา โอ้โฮ! เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เวลาจิตมารขึ้นมา บริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นมา มันก็เป็นเรื่องโลกียะ เรื่องโลกๆ ไปทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันจะทำสิ่งใดมันก็เป็นนิสัยดั้งเดิมของตน ถ้านิสัยดั้งเดิมของตน เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ท่านอบรมบ่มเพาะขึ้นมา

ฆราวาสธรรมๆ จิตมันติดนิสัยฆราวาสของมันมา ถ้าติดนิสัยฆราวาสของมันมา มันก็คิดของมันไป ถ้ามันคิดของมันไป มันก็เป็นจิตมาร พอจิตมารขึ้นมา มันบอก “อาจารย์ทำได้ ฉันก็ทำได้ อาจารย์รู้ ฉันก็รู้”

จริงหรือ

รู้จริงๆ นะ

จิตมาร

เวลาจิตหนึ่งๆ เจียนอยู่เจียนตาย แค่คำว่า สมาธิ ๑๐ ปี เอ็งทำได้หรือเปล่า แล้วถ้ามันทำเป็นความเป็นจริงนะ แล้วถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาไง ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา มันจะเข้าสู่ธรรม

จากโลกกับธรรม บุญและบาป

โลกๆ ทั้งนั้นน่ะ เอาแต่ความรู้ความเห็นของตนเข้ามา มาอธิบายธรรมะ ธรรมะเป็นธรรมชาติ ความรู้ของตนขึ้นมาก็จินตนาการไปเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นธรรมชาติ

ชาติไหนวะ

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ ศีล สมาธิ ปัญญา

กว่าจิตมันจะตั้งเนื้อตั้งตัวของมันขึ้นมาได้ เริ่มต้นจากจิตมารนะ มันทำความสงบของใจของตัวเองไม่ได้ ทำความสงบของใจตัวเองไม่ได้ สิ่งที่เป็นความรู้สึกนึกคิดนั้นมันคิดแบบสัญชาตญาณ คิดแบบโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ คิดแบบโลกๆ ก็คิดจากหัวใจตนนี้ไง ก็คิดแบบเราคิดนี่แหละ ก็คิดแบบมนุษย์นี่แหละ ก็มนุษย์นี่ ก็เอ็งเกิดแล้วไง

เกิดเป็นมนุษย์ไง ผลของวัฏฏะ กามภพ รูปภพ อรูปภพ

พรหม เทวดา เวลาเป็นสัมมาทิฏฐิ มาฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ที่เขาเกิดแล้วนั่นภพของเขา นี่เราก็เกิดแล้วไง

มนุษย์กับเทวดาคิดแตกต่างกันอย่างไร

เทวดานะ บอก มนุษย์ปลิ้นปล้อนกะล่อน เพราะมนุษย์โกหกโป้ปดมดเท็จ

เทวดาพูดอย่างไรพูดอย่างนั้นนะ เพราะเขารู้ จิต เห็นไหม เขาพูดอย่างไร เขาเชื่ออย่างไร เพียงแต่เขาเป็นมิจฉาหรือสัมมาทิฏฐิเท่านั้น ถ้ามิจฉาทิฏฐิ เขาคิดของเขาตามแต่ความนึกคิดของเขา เพราะอะไร เพราะว่ามันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณไง เรื่องทิพยสมบัติไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการพระอรหันต์ ๖๐ องค์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “เธอทั้งหลายพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ เธออย่าไปซ้อนทางกัน โลกนี้เร่าร้อนนัก”

ทิพยสมบัติไง เทวดา อินทร์ พรหมไง เขาเกิดแล้วไง เขาเกิดแล้วเกิดภพนั้น ไอ้เราก็เกิดแล้วไง เราเกิดเป็นมนุษย์ จะรู้สึกนึกคิดอย่างไรโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ จะมีสติ แหม! สติปัญญาเลอเลิศ

จิตมาร วิเคราะห์วิจัยธรรมะทะลุปรุโปร่งเข้าใจทั้งนั้นน่ะ นี่ไง มันเป็นโลกียะ โลก คิดจากจิตของตน คิดจากสัญชาตญาณของตน เป็นตรรกะ เป็นจินตนาการร้อยแปดพันเก้า ไปอีลุ่ยฉุยแฉก

นี่ไง ถึงต้องทำความสงบของใจเข้ามาไง

จิตสงบหรือจิตไม่สงบ

ถ้าจิตสงบก็จิตหนึ่ง ถ้าจิตไม่สงบก็จิตมาร มารมันก็พาของมันไปอีลุ่ยฉุยแฉกไง ยิ่งมีการศึกษามาก ยิ่งเรียนมากยิ่งทุกข์มาก

นี่ไง หลวงตาพระมหาบัวท่านจบมหาไง เวลาไปหาหลวงปู่มั่น ท่านก็จิตเสื่อมหมดแล้ว ออกฝึกหัดปฏิบัติตั้งแต่จักราช จิตลงได้เป็นสมาธิได้ แต่ไม่ชำนาญในวสี ไม่ชำนาญในการรักษา ไปทำกลดหลังเดียวเสื่อมหมดเลย แล้วเสื่อมแล้วเอาคืนไม่ได้ด้วย เพราะอะไร

เพราะไม่มีคำบริกรรม กรรมฐาน ๔๐ ห้อง ไม่มีวิธีการที่ทำให้มันถูกต้อง ที่ทำมาๆ ด้วยบุญด้วยกุศล ด้วยอำนาจวาสนาไง

เริ่มต้นจากฝึกหัดปฏิบัติใหม่ก็พุทโธๆ นี่แหละ พอศึกษาเป็นมหาขึ้นมาแล้วมีสติมีปัญญา ก็ใช้ปัญญา ปัญญาจดจ่อ มันก็สงบของมันได้ สงบจริงๆ แต่เวลาถ้ามันเสื่อมไปแล้วจับต้นชนปลายไม่ได้เลย

ไปหาหลวงปู่มั่นไง มหา จิตมันเหมือนเด็กๆ นะ สิ่งที่เด็กมันต้องการอาหารของมัน ต้องการคนคุ้มครองดูแลมันไง ให้กำหนดพุทโธๆ ไว้ พุทโธมันจะเป็นอาหารของมันไง

เวลาพุทโธๆๆ ท่านบอกว่าเกือบตาย เพราะอะไร เพราะปล่อยมันเร่ร่อน ปล่อยให้มันทำตามความพอใจของมัน จิตมารน่ะ มารมันพาไป เหมือนคนเสพยาเสพติด เสพจนติด แล้วจะแก้มันน่ะ

เวลาจริงๆ แล้วท่านปฏิบัติ เออ! ก็เป็นอย่างหลวงปู่มั่นพูดจริง

หลวงปู่มั่นท่านสั่งไง เรียนมามากน้อยขนาดไหนให้เก็บใส่สมองลิ้นชักไว้แล้วลั่นกุญแจไว้ให้ดี อย่าให้มันออกมา

เวลาถ้ามันออกมา จิตมาร คือจิตมาร ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้ว ปฏิบัติไปๆ โดยความลุ่มหลงของตน โดยกิเลสมันชักนำของมันไป

เวลาไป เห็นไหม ถ้ามันเป็นจิตหนึ่ง ถ้าจิตหนึ่งทำสมาธิให้ได้ มีสติสัมปชัญญะชำนาญของมัน พอชำนาญของมัน ชำนาญในวสี

ถ้าชำนาญในวสีนะ มีการกระทำอย่างไร มีการปฏิบัติอย่างไร

ถ้าเป็นคนที่มีสติปัญญาก็ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาตรึกในธรรม ธรรมะนี่ ที่หลวงตาพระมหาบัวท่านศึกษามาแล้วไง เริ่มต้นก็พุทโธๆๆ เวลาไปกำหนดเฉยๆ นั่นน่ะ ท่านบอกเพราะกำหนดเฉยๆ นั่นแหละ ด้วยสติด้วยปัญญาเอาได้ แต่ถ้าด้วยการฝึกหัดปฏิบัติที่อำนาจวาสนาของท่าน ท่านถึงเทศนาว่าการเรื่องปัญญาอบรมสมาธิๆ

แล้วปัญญาอบรมสมาธิมันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ อบรมให้เป็นจิตหนึ่ง

เพราะเราเกิดกับโลก เราคิด เราใช้สติปัญญามากน้อยแค่ไหนโลกียะทั้งนั้นน่ะ ถ้าจิตมันสงบแล้ว ถ้ามีอำนาจวาสนา ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ ยกขึ้นสู่วิปัสสนาๆ ไง สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ถ้าจะยกขึ้นสู่วิปัสสนา เห็นไหมจิตหนึ่ง ถ้ามันพิจารณามันน้อมไปเห็นไง ตรงนี้สำคัญที่สุด

พระปฏิบัติ พระปฏิบัติที่ล้มลุกคลุกคลาน จิตมาร ทั้งรู้ทั้งเห็น ทั้งมีสติมีปัญญา ทั้งเข้าใจธรรมะ ทั้งทะลุปรุโปร่ง

มันไม่มีมาตั้งแต่ต้นไง

ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม

กิเลสนั่นน่ะมีอยู่ดั้งเดิม

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย มันต้องมีฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

แล้วอะไรที่มันเกิด แก่ เจ็บ ตาย

เพราะปฏิสนธิจิต ในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ นั่นก็เกิด เกิด แก่ เจ็บ ตาย

แล้วถ้ามันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายล่ะ

อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามารในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม พญามารมันตายไปแล้ว

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาบรรลุธรรม เวลาเทศนาว่าการ สั่งพระอานนท์ไง

“อานนท์บุญในพระพุทธศาสนามีอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่งเราฉันอาหารของนางสุชาดา เราถึงซึ่งกิเลสนิพพาน”

อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา นี่มารมันตาย

“อีกคราวหนึ่งเราฉันอาหารของนายจุนทะ เราถึงซึ่งขันธนิพพาน”

ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕

ที่ว่า “ขันธ์ ๕ มันเป็นสักแต่ว่า มันไม่มีมาตั้งแต่ต้นๆ”

มันมี แต่เอ็งไม่รู้ แล้วเอ็งไม่เข้าใจ

แล้วเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจของท่านไง ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ขันธ์เป็นภาระเป็นหน้าที่

“เวลาฉันอาหารของนายจุนทะ เราถึงซึ่งขันธนิพพาน”

นี่ไง เวลาทำลายอวิชชา ทำลายพญามารแล้ว สอุปาทิเสสนิพพาน พระอรหันต์ที่ดำรงชีวิตอยู่ไง พระอรหันต์ที่ทะลุปรุโปร่งในธรรมะไง พระอรหันต์ที่เข้าใจสัจธรรมในหัวใจของพระอรหันต์โดยสมบูรณ์แบบแล้วไง

ถ้ามันสมบูรณ์แบบแล้วมันมาจากไหน

จิตหนึ่งๆ ไง ถ้าจิตหนึ่ง มันเริ่มต้นประพฤติปฏิบัติมันก็เห็นแล้ว

เวลาที่มันอีลุ่ยฉุยแฉกล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นน่ะ จิตมารน่ะ “ว่างๆ ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม มันไม่มีมาตั้งแต่ต้น”

มันไม่มีตรงไหน มันไม่มีเพราะเอ็งภาวนาไม่เป็น เอ็งภาวนาไม่ได้ เอ็งเริ่มต้นไม่ได้

ถ้าเอ็งเริ่มต้นได้ ครูบาอาจารย์ๆ ที่เขามองดูแลอยู่นี่ คุ้มครองดูแลก็ให้มันเป็นข้อเท็จจริงนี้ขึ้นมาไง ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้วมันจะพ้นจากอริยสัจไปได้อย่างไร

ถ้ามันจะพ้นจากอริยสัจไป มันก็เป็นจิตมารที่มันพาอีลุ่ยฉุยแฉกไปนั่นไง อีลุ่ยฉุยแฉกในอะไร อีลุ่ยฉุยแฉกในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

นี่ไง หลวงตาพระมหาบัวท่านไปหาหลวงปู่มั่นไง มหาเรียนถึงมหานะ สิ่งที่เรียนมาใส่ลิ้นชักสมองไว้ แล้วลั่นกุญแจมันไว้ อย่าให้มันออกมา ถ้าออกมามันจะเตะมันถีบกัน

มันจะเตะมันถีบอย่างนี้แหละ จิตมาร ทรงจำธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจินตนาการไป โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์ทั้งนั้นน่ะ แต่มันไม่มีเหตุไม่มีผลไง

มันไม่มีเหตุไม่มีผลตรงไหน

มันไม่มีเหตุไม่มีผล ไม่เข้าสู่อริยสัจไง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ ขณะนิโรธดับทุกข์นะ ดับตรงไหน ก็มันไม่มีมาตั้งแต่ต้น มันก็ไม่มีมาเลย แล้วปฏิบัติไปแบบไม่มีนี่แหละ จิตมาร

แต่ถ้ามีจิตหนึ่ง จิตหนึ่งฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมาให้ได้ ฝึกหัดให้ได้ ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้คือมันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง คือมันเห็นกิเลส ถ้ามันเห็นกิเลส เห็นไหม

สิ่งที่ฝึกหัดปฏิบัติ เริ่มต้นตั้งแต่ทำความสงบของใจนี่แหละ จิตมารฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นจิตหนึ่ง พอเป็นจิตหนึ่งแล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ มันจะเข้าสู่มรรค ๘

ถ้ามันเข้าสู่มรรค ๘ ตรงไหน

งานชอบไง งานจากสมถะยกขึ้นสู่วิปัสสนา

วิปัสสนาๆ วิปัสสนารู้แจ้งแทงตลอดในกิเลสตัณหาความทะยานอยากในแต่ละภพแต่ละขั้นแต่ละตอน มรรคหยาบ มรรคละเอียด เวลามรรคหยาบๆ เวลามันเข้าสู่มรรคไง จิตหนึ่ง จิตมาร นั่นเป็นดำริชอบ งานชอบ มันเป็นสัมมาหรือมันเป็นมิจฉา ถ้ามิจฉาก็เป็นจิตมาร ถ้าถูกต้องมันก็เป็นจิตหนึ่ง

จิตหนึ่งมีสติสัมปชัญญะ จิตหนึ่งน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ได้ ถ้าจิตหนึ่งน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ได้ มันก็เห็นกิเลสไง ถ้ามันเห็นกิเลส งานชอบ เพียรชอบ มันเข้าสู่มรรคไง ถ้าเข้าสู่มรรคมันก็เป็นบุคคลคู่ที่ ๑ ไง บุคคลคู่ที่ ๑ ถ้ามันเป็นได้ มันเป็นความจริง เห็นไหม เวลามรรคหยาบฆ่ามรรคละเอียด มรรคที่มันละเอียดเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไปล่ะ มรรค ๔ ผล ๔

ถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไปมันจะมีความลึกลับซับซ้อน มันจะมีความมหัศจรรย์ของมันไง

ความลึกลับซับซ้อน มหัศจรรย์ มันมาจากไหน

ครอบครัวของมาร

เวลาหลวงตาท่านพระมหาบัวท่านสอนไง เวลาฝึกหัดปฏิบัติใหม่นะ ถ้าปฏิบัติไปแล้วมันได้หลักได้เกณฑ์แล้ว มันจะมีความสุขบ้าง มันจะมีความบรรเทาทุกข์ได้บ้าง

เวลาปฏิบัติทุ่มเททั้งชีวิต เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา เพราะกิเลสมันดื้อด้าน กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลสไง ทำอะไร คิดอะไรทุกอย่างผิดหมด ผิดเพราะกิเลสมันร่วมเป็นสมุทัยเจือปนมาตลอด เราคิดอะไร เราแสวงหาอะไร เราจินตนาการอะไรนะ ผิดทั้งนั้นน่ะ

แต่ถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติไง ศีล สมาธิ ปัญญาไง ก็สติปัญญานั่นแหละมันมาไตร่ตรอง ศีล สมาธิ ปัญญา มันพิจารณาของเราไง เราทำอะไรอย่างนี้มันถูกต้องไหม เพราะอะไร

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

พระพุทธศาสนาปฏิเสธเทพเจ้า ปฏิเสธเครื่องบูชาเคารพใดๆ ทั้งสิ้น

พระพุทธศาสนา ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ อริยสัจ สัจจะความจริง อริยสัจจะ แล้วอริยสัจจะ สิ่งที่มันจะรู้จริงเห็นจริงมันก็ต้องจิตหนึ่ง จิตดวงนั้นเป็นผู้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของจิตดวงนั้นขึ้นมา

ถ้าจิตที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

จิตหนึ่ง จิตหนึ่งนั้นคือตัวตน จิตที่เวียนว่ายในตายเกิดในวัฏฏะ จิตที่กำเนิด ๔ แล้วมากำเนิดเป็นเรา แล้วเกิดเป็นเราแล้ว เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วเรามีอำนาจวาสนาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระที่จะเป็นนักรบๆ มึงจะไปรบกับใคร

ก็รบกับพญามารในใจนี่ไง

แล้วถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้น ถ้ามันไม่ฝึกหัดเริ่มต้น ที่ว่า เป็นโลกียะ เป็นโลกุตตระ ไอ้ที่พร่ำเพ้อกันนั่นน่ะ

คารมนะ คารมที่จะมาปะทะๆ กันน่ะ เอ็งพูดไปเถอะ พูดได้ร้อยแปดพันเก้า แต่คำพูดนั้นน่ะ คนรู้จริงเขาฟังแล้วเขารู้หมดล่ะ แต่เขาไม่ไปปะทะคารม เพราะคารมมันไม่มีวันจบวันสิ้น สัญญาอารมณ์มันปลิ้นปล้อน มันกระล่อนไปได้ทั่วแหละ แต่ผิดและถูก เอ็งได้วิเคราะห์วิจัย ได้ทำซ้ำพิสูจน์ตรวจสอบหรือไม่

ถ้ามันทำซ้ำพิสูจน์ตรวจสอบ แล้วถ้ามันไปเห็นว่าเป็นจิตมาร มันสังเวช มันสังเวชพฤติกรรม สังเวชการกระทำของจิตเราแท้ๆ ถ้ามันสังเวช มันเห็นพฤติกรรม มันก็ต้องมีสติปัญญามากขึ้นใช่ไหม มันก็ต้องมีสติปัญญาควบคุมดูแลจิตของเราให้ดีขึ้น

นี่ไง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน การจะชำระล้างพญามารกิเลสในหัวใจของตนมันต้องมีการฝึกหัดปฏิบัติ มรรคหยาบๆ ยังมีมรรคละเอียด ละเอียดสุด มรรคมหัศจรรย์ ญาณหยั่งรู้น่ะ

มันเกิดจากใครวะ ใครเป็นคนรู้

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายครอบครัวของมารชัดเจน มารคร่ำครวญ มารร้องไห้ ลูกสาวของมาร ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันยังมีกองทัพของมันอีกนะ

เวลาถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา แล้วเราเริ่มต้นขึ้นมาก็อ่อนแอ ก็มักง่าย ก็สวมรอย มันจะเอาอะไรมา ธรรมะอย่างนี้หรือ

เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติ แค่ขาดสติ ท่านบอกเลย “ซากศพเดินได้”

เราเป็นนักปฏิบัติ ท่านเห็นเป็นซากศพ ซากศพเพราะขาดสติปัญญาที่จะคุ้มครองดูแลใจของตน ถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นมา การกระทำนั้นมันถึงจะมีเหตุมีผลขึ้นมา แล้วถ้ามีเหตุมันผลขึ้นมามันจะส่งออกไปไหน เพราะอะไร

มโนกรรม มันเริ่มต้น มโนกรรม มโนแล้วกรรม มันขยับมันเขยื้อน มันมีเหตุมีผลที่นี่ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เวลาตนจะจำกัดกิเลสในหัวใจของตน

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิด โลกธาตุหวั่นไหว เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม โลกธาตุนี้ไหวหมดเลย เวลาแสดงธัมมจักฯ ปลงอายุสังขาร นี่ไง ความมหัศจรรย์ของจิตดวงนั้นมันมหัศจรรย์ มันมหัศจรรย์ตั้งแต่จิตมันสงบแล้ว สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

เราพร่ำเพ้อไปไหนวะ หาแต่สมบัติสาธารณะ สมบัติประจำโลกนะ สมบัติพลัดกันชม สิ่งที่ได้มา บุญและบาปเท่านั้น ดีหรือชั่ว สมบัติได้มาด้วยความถูกต้องชอบธรรม ธรรมมาภิบาลเป็นบุญ สมบัติได้มาโดยการทุจริต โดยการกลั่นแกล้ง เหยียดหยามกันมันเป็นบาปเป็นกรรมทั้งนั้น นี่ไง สมบัติสาธารณะนะ แล้วความสุขของเราล่ะ แล้วความจริงของเราล่ะ

เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราเห็นพระเห็นเจ้ามามากมายมหาศาล เราเห็นครูบาอาจารย์เยอะแยะไปหมด แล้วมันมีสติสัมปชัญญะ ถึงที่ว่ามันเป็นกระแสปลุกระดมให้เรามีศรัทธาความเชื่อไหม

แล้วถ้าเป็นความจริงๆ ความจริงที่มันจะเกิดจากใคร

ความจริงเวลามันจะเกิด มันจะเกิดจากเรานี่แหละ ใครจะดี ใครจะชั่ว มันเรื่องของเขาทั้งนั้น แต่ความจริงของเราล่ะ ความจริงของเรา ถ้ามันเป็นความจริงของเรา มันต้องมีสติมีปัญญาไง มันละวางทั้งนั้น

ฆราวาส ฆราวาสธรรม ทางของฆราวาสเป็นทางคับแคบ ต้องทำหน้าที่การงาน ต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย

ทางของสมณะเป็นทางกว้างขวาง เช้าบิณฑบาต ๒๔ ชั่วโมงจริงๆ ๒๔ ชั่วโมงนะ ถ้ายังมีกิเลสอยู่ เราจะต้องเผชิญหน้ากับมันแน่นอน

เพราะอะไร

เพราะการเกิดมา เกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ มนุษย์มีสติมีปัญญา มนุษย์มีอำนาจวาสนา แต่อำนาจวาสนานี้มันเป็นยุคเป็นคราว เป็นคราวๆ ไปไง ทำไมวาสนาของเรามันไม่ยั่งยืน วาสนาของเรามันไม่ต่อเนื่องไง

๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี เราทำไมเผชิญกับกิเลสในหัวใจของตนไม่ได้ กิเลสในหัวใจของตนมันทุกข์มันยาก มันพาระหกระเหินมาไม่มีต้นไม่มีปลาย

ไม่มีต้นไม่มีปลายนะ แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติ จิตหนึ่ง เอ๊ะ! นี่เป็นใคร

จิตมาร หาอะไรไม่เจอเลย ไปกับมารทั้งสิ้น

ถ้าจิตหนึ่งนั่นน่ะมันสงบแล้ว ถ้าไม่มีวาสนา ติดแค่นั้นน่ะ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเป็นสมาธิก็ลุ่มหลงว่ามันเป็นนิพพานแล้ว สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ มันมหัศจรรย์แค่ไหนถ้ามันเป็นจิตหนึ่งได้ตามความเป็นจริง

แล้วถ้ามันไม่ได้ขึ้นมา จิตมารมันก็บอก “หินทับหญ้าๆ หินทับหญ้ามันไม่มีความจำเป็น เราต้องใช้สติปัญญาไปเลย”

มันก็เป็นจิตมารไง

หินทับหญ้า หินทับหญ้ามันยังเป็นประโยชน์ หญ้ามันเกิดไม่ได้ ถ้ามันเป็นพื้นกว้าง เราก็ได้ใช้ประโยชน์ของเราได้

แต่เวลาบอกว่าหินทับหญ้าๆ ไง ทั้งเสียดสี ทั้งเหยียดหยาม เนี่วลาจิตมารมันทิ่มมันแทงไง เวลากิเลสมันทิ่มมันแทงขึ้นมา เราก็เชื่อกิเลสมันไปไง

แต่ถ้าจะเป็นธรรมขึ้นมาบ้าง โอ้โฮ! รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง

เวลาคนมันทุกข์มันยากนะ มันทุกข์มันยากมาก แล้วถ้ามันได้สติสัมปชัญญะมา มันหยุด มันหยุดไหลตามมารไป แล้วมันกลับมามีคำบริกรรม กลับมาใช้ปัญญาอบรมสมาธิ พอจิตมันสงบเป็นจิตหนึ่ง เวลามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา นั่นน่ะโลกุตตรธรรม

จากโลกียะๆ โลกียะคิดจากตน คิดจากมนุษย์ไง เพราะจิตมารไง จิตมารมันก็ไหลไปตามจริตนิสัยความชอบ ไหลไปจากความไม่รู้ ไหลไปอย่างนั้นน่ะจิตมาร แต่ถ้าทำความสงบได้ จิตหนึ่ง

จิตหนึ่งก็ติด จิตหนึ่งยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้ ถึงบอกว่า มันไม่มีมาตั้งแต่ต้น ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม เพราะมันไม่มีการกระทำไง มันไม่มีเหตุไม่มีผลไง แต่ถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกิเลส แล้วถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ จักรมันจะเคลื่อนแล้ว

มีมรรคหรือไม่มีมรรค นี่ไง ดวงใจดวงใดไม่มีมรรค ดวงใจดวงนั้นไม่มีผล ความคิดที่เกิดขึ้นมาเป็นสัญญาหรือเป็นปัญญา มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มันเป็นมรรค

สัญญาความจำได้หมายรู้ จิตมาร มารมันครอบงำตลอดต่อเนื่องกันมา แล้วก็ศึกษาธรรมะก็อ้าง อ้างธรรมะบังเงา ว่าเป็นธรรมๆ

อ่อนแอ ไม่เอาไหน หลงใหล ไปตามมัน แล้วก็สวมหัวโขนว่ามันจะเป็นธรรม มันเป็นไปไม่ได้

ความรู้สึกนึกคิดไง คนเกิดมามีกายกับใจๆ ใจนี้เป็นนามธรรม สิ่งที่เป็นนามธรรม ความรู้สึกนึกคิดนี้เป็นนามธรรม

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการกับหลานพระสารีบุตร เห็นไหม ไม่พอใจ อารมณ์ไม่พอใจ โกรธเคียดแค้นเขา ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไปต่อว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้หมดล่ะ

ถ้าเธอไม่พอใจอารมณ์ต่างๆ เธอต้องไม่พอใจอารมณ์ของเธอด้วย อารมณ์ที่โกรธเกรี้ยวกับเขา อารมณ์ที่รวบรัดตัดตอน อารมณ์ที่ต้องการให้มันเป็นธรรมน่ะ ถ้าเธอจับได้ มันเป็นวัตถุอันหนึ่งเลยนะ

จิตเห็นจิตเป็นมรรค เพราะมันเห็นน่ะ จิตเห็นจิตไง อารมณ์ความรูู้สึกนี้มันเป็นธรรม เป็นธรรมเพราะอะไร

เพราะจิตหนึ่ง จิตหนึ่งถ้าเขาเห็น เขารู้ทัน มันก็เป็นธรรม

จิตมาร มันไหลไปเลย ไหลไปโดยอ้างธรรมะด้วยนะ เวลามันหลงน่ะ แล้วเวลาหลงมันว่ามันถูกนะ แล้วเวลาจะเป็นจริง จืดชืดไม่มีรสชาติ

สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้นะ เห็นกาย มันพิจารณาของมัน เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม กายานุปัสสนา นี่ไง สติปัฏฐาน ๔ ถ้ามันพิจารณาของมันไป ถ้ามันเป็นธรรมนะ มีมรรค

พอมีมรรค พอจิตมันเคลื่อน ปัญญามันหมุนไป โอ้โฮ! จักร ปัญญานี้เร็วมาก แล้วมีบาทฐานจากสัมมาสมาธิ มันยังเคลื่อนของมันไปไง แล้วฝึกหัดบ่อยเข้าๆ จะเร็วของมันขึ้นเรื่อยๆ แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติจนประพฤติปฏิบัติได้ ชำนาญในวสี

เวลาพิจารณาไปแล้วมันจะล้มลุกคลุกคลานแล้ว เพราะสมาธิมันอ่อนลง สมาธิอ่อนลง จากปัญญาจะเป็นสัญญา

การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติในวงกรรมฐาน สัญญาสำคัญมาก สัญญาทำให้นักปฏิบัติล้มลุกคลุกคลาน เพราะความเข้าใจผิดว่าอะไรเป็นสัญญา อะไรเป็นปัญญา

แต่ถ้ามีครูบาอาจารย์หรือผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้นได้ตรวจสอบๆ อ๋อ! ไอ้ที่มันจืดมันชืด ไอ้ที่มันไม่เอาไหนเลยก็เพราะมันเป็นสัญญา

สัญญาเพราะอะไร

สัญญาเพราะความอ่อนด้อย สัญญาเพราะว่าเราไม่เท่าทัน มันเป็นสัญญา แล้วสัญญามันไม่เหมือนปัญญา ปัญญามันเกิดเป็นปัจจุบัน เวลามันเสื่อมก็จบไง แต่สัญญามันอยู่ตลอดไป สัญญาก็ความจำไง

ฉะนั้น เวลาที่พระที่ฝึกหัดปฏิบัติล้มลุกคลุกคลานน่ะ มันเสื่อมหมดแล้ว แต่มันเป็นสัญญาไง โม้ อวด ของเดิมๆ ของเก่าๆ ของที่ทำมาเมื่อชาติที่แล้วนู่นน่ะ แต่ชาตินี้กำลังตกนรกอยู่นี่

ชาติที่แล้วเคยทำสมาธิได้ “ว่างๆ ว่างๆ มันจะเป็นธรรม” ชาติที่แล้วไง แต่ชาตินี้นะ ตกนรกอยู่นี่ ทุกข์จนเข็ญใจอยู่นี่

มีสติมีปัญญา กำหนดพุทโธ แล้วพยายามตั้งสติให้ดีๆ ฟื้นฟูมาให้ได้ ถ้าฟื้นฟูมาได้ จิตมันสงบ มีกำลังแล้ว เวลาน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ มันจะเริ่มเคลื่อนแล้ว มันเทียบได้ อะไรเป็นสัญญา อะไรเป็นปัญญา

นักปฏิบัติ มรรคหยาบๆ มันยังไปอีกไกลมาก ของหยาบๆ แต่มันเป็นนามธรรมนะ ของหยาบๆ เรายังเข้าใจมันไม่ได้ ถ้าเรายังเข้าใจมันไม่ได้ เราแก้ตัวเราไม่ได้นะ

สิ่งที่เราจะแก้ตัวของเราได้คือศีล สมาธิ ปัญญา คือปัญญาของเราเอง

เวลาฟังครูบาอาจารย์ก็ครูบาอาจารย์ยื่นให้ นั่นน่ะเป็นธรรมะของครูบาอาจารย์ยื่นให้ แต่มันเป็นของเราหรือเปล่าล่ะ แล้วเราทำขึ้นมาได้จริงหรือยังล่ะ

ถ้ามันเข้ามาได้จริง รสของธรรม รสของศีล รสของสมาธิ รสของปัญญา รสของมันคือผลของการปฏิบัติ ผลของสัจธรรม มันกังวาน มันเป็นสัจจะมันเป็นความจริง มันเป็นสัจจะเป็นความจริงโดยที่เราเป็นผู้ที่ทะนุถนอม เราเป็นผู้ที่มีการกระทำ แล้วเรารักษาของเรา แล้วมันเกิดกับเรา เกิดบนจิต จิตตภาวนา

ตำรายกไว้ พระไตรปิฎกสาธุ นั่นเป็นของพระพุทธเจ้า ศึกษามาขนาดไหน มันศึกษามาขนาดไหน พญามาร จิตใจของเรา มันลังเล มันสงสัย มันไม่แน่ใจ

แต่เวลาถ้ามันเป็นในหัวใจของเรา โอ้โฮ! สาธุ สาธุองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วมันเป็นจริงในใจของเรา เห็นไหม จิตตภาวนา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

มันเป็นสัจจะเป็นความจริงในหัวใจของตนอยู่แล้ว ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงในหัวใจของตน เราชำนาญในวสี เราชำนาญในการกระทำ เราชำนาญในการดูแลรักษา ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ เป็นตทังคปหาน

คำว่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” เพราะถ้าจิตมันมีกำลัง สติปัญญามันรอบคอบ เวลามันพิจารณาไปแล้วมันก็วาง วาง เห็นไหม

สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี มันเป็นสุขในสัมมาสมาธิ นั่นก็ระดับหนึ่ง เวลาถ้ามันใช้สติใช้ปัญญาของมันมากมายมหาศาล แล้วจักรมันเคลื่อน จักรมันเคลื่อน ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ มรรค ๘ กงล้อของธรรม กงล้อของธรรมได้เกิดขึ้นบนหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น

พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลาปัญญามันรอบคอบมันก็วาง วาง นี่สุขในปัญญา

สุขในสัมมาสมาธินั้นก็เป็นสุขของสมาธิ เวลาปัญญามันเกิดมันมหัศจรรย์

มหัศจรรย์ มันทำอะไรรู้ไหม

มันทำให้ติดไง

มรรคหยาบๆ มันปล่อยๆ ปล่อยก็คือปล่อยไง

มันไม่มีมาตั้งแต่ต้น

แต่นี่มีนะ มีมรรค

ใจดวงใดไม่มีมรรค ใจดวงนั้นไม่มีผล

ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไม่มีเหตุไม่มีผล มันเป็นสัจจะเป็นความจริงไม่ได้ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ นี่มันฝ่ายกิเลส

ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธ ดับด้วยมรรค ๘ พิจารณาไปแล้วมันวาง มันวาง

มันวางชั่วครั้งชั่วคราวคือตทังคปหาน วางเหมือนกัน ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธินะ มันเป็นสามัญสำนึก มันเป็นโลก มันเป็นโลกียะ มันเป็นความคิดของมนุษย์ เป็นความคิดเกิดบนภพ เกิดบนจิต จริงตามสมมุติ เพราะชีวิตนี้สมมุติ เพราะมันหมดอายุขัยมันต้องตาย มันไม่เป็นความจริง เกิด แก่ เจ็บ ตายไง

แต่เวลาทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้แล้วฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญาที่เวลามรรคมันเคลื่อน นี่โลกุตตรปัญญา ปัญญาอันนี้มันไม่เกิดจากตำรา ปัญญาอันนี้ไม่เกิดจากครูบาอาจารย์ ปัญญาอันนี้ไม่เกิดจากใครทั้งสิ้น เกิดจากขี้ทุกข์ขี้ยากนี่ เกิดจากทุกข์เจียนตายนี่

แล้วมันเกิดขึ้นมา เพราะมันจะเทียบกับธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนไหน เพราะมันเกิดปัจจุบัน มันไว วุบๆๆ มันหมุนของมัน แล้วมันเป็นจริงของมันขึ้นมา มันจะไปเทียบกับใคร แล้วมันจะเป็นของใคร

มันก็ของจิตตภาวนานั่นไง

แก้จิต เวลาจิตมันเป็นความจริงขึ้นมา มันก็แก้จิตใจดวงนั้น

แล้วเวลามันปล่อยวางๆ โดยความที่ไม่ละเอียดรอบคอบ ปล่อยวางแล้วไม่ดำเนินการต่อไป เราทำงาน เราคิดว่าทำงานเสร็จ จบ แต่นี่ทำงานเสร็จมันไม่จบ ชั่วคราวๆ มันก็ต้องทำซ้ำ แล้วทำซ้ำมันก็ต้องมีสติมีปัญญา มีความรอบคอบ ความรอบคอบของคนไง ในการประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เห็นไหม พระปฏิบัติเขาถึงรักษาของเขา ดูแลหัวใจของเขา

จิตนี้แก้ยากนัก จิตนี้เป็นได้หลากหลายนัก จิตนี้ดูแลได้ยากนัก

ฉะนั้น เวลาถ้าเป็นพระกรรมฐานจริง มันจะไม่เถ่อ ไม่ส่งออก ไม่แบกรับภาระอะไรทั้งสิ้น

ภาระมันมีแต่ภาระข้อวัตรปฏิบัติ ภาระของคนไง เช้าบิณฑบาต ทำภัตกิจ ต้องฉันไง ไม่ฉันก็ตาย ฉันมากเกินไปก็เป็นเรือเกลือ ฉันไม่เป็นประโยชน์มันก็ทำให้ธาตุขันธ์ทับจิตๆ

คนที่ภาวนาเขาไม่ให้ธาตุขันธ์ทับจิต เขาจะให้จิตนี้มีอานุภาพ จิตนี้มีกำลังของมัน แล้วเวลากำลัง ถ้ามันน้อมไปสู่ปัญญา ปัญญามันจะเคลื่อน มรรคมันจะหมุนของมัน เวลาหมุนของมัน นี่ไง จิตภาวนาเป็นของจิตดวงนั้นเป็นผู้ฝึกหัดปฏิบัติ

ไหนว่ามันไม่มีไง

มันไม่มีเพราะเอ็งไม่ได้ทำขึ้นมาเลยไง แต่เอ็งทำขึ้นมาเอ็งจะมี เวลามีขึ้นมาแล้วถ้ามันสมดุลของมัน มันก็วางๆๆ ไง ถ้าไม่มีความรอบคอบ ไม่มีการตรวจสอบนะ ก็คิดว่า โอ้! ตรัสรู้แล้วเป็นพระอรหันต์”

เดี๋ยวก็เสื่อมหมด เพราะมันไม่มี ไม่มีเหตุไม่มีผลไง

แต่เวลามันสมุจเฉทปหาน ซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ สมดุลพอดีของมัน มรรคสามัคคี มรรคสามัคคีรวมลง สมดุลของมันไง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ ขณะ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สังโยชน์ ๓ ขาด ขณะต้องรู้ ขาด ขาดในปัจจุบันนั้น ดั่งแขนขาด

ถ้าดั่งแขนขาด สังโยชน์ขาด มันมหัศจรรย์อย่างไร

นี่มรรคหยาบๆ นะ มรรคหยาบฆ่ามรรคละเอียด ถ้าหยาบๆ เวลามันรวมลง ตทังคปหาน ถ้าไม่สืบต่อมรรคหยาบฆ่ามรรคละเอียด ความละเอียดรอบคอบ มัคโค ทางอันเอกอยู่ไหน หาไม่เจอ

แต่ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เวลาสมุจเฉทปหาน นิโรธ ดับ ดับพร้อมกัน ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ แล้วมันเหลืออะไร ใครเป็นคนดับมัน แล้วดับอย่างไร ดับแล้วมันไปไหน เวลาเอ็งขี่คอกู เอ็งทำกูเจียนตาย เวลามันดับ ดับอย่างไรกายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ แล้วจิตไปไหน

นี่พาดกระแสไง “อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอๆ

แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังปลื้มใจ ปลื้มใจเพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ๖ ปี เวลามันทุกข์มันยากขนาดไหนไง เวลาอาสวักขยญาณทำลายอวิชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ แสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม มันเป็นการยืนยันกันแล้วนะ เทศนาว่าการจนปัญจวัคคีย์เป็นพระโสดาบันทั้งหมด แสดงอนัตตลักขณสูตรขึ้นมา สงฆ์ ๕ องค์เป็นพระอรหันต์ ยสะอีก ๕๔...๖๐

นี่ไง เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไง มันไม่มีหรือ มันไม่มี ทำไมถึงเป็นพระอรหันต์ล่ะ ถ้ามันไม่มี ทำไมพระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมล่ะ แล้วพระอัสสชิ พระมหานามยังไม่ได้ ได้กับไม่ได้ต่างกันไหม มีกับไม่มีต่างกันไหม จริงกับไม่จริงต่างกันอย่างไร

มันมีสิ มันมีการกระทำ มันมีที่มาที่ไปทั้งนั้นน่ะ

แล้วมันมีที่ไหนล่ะ

จิตเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ปุถุชนคนหนา เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงนะ รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมา เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร ปัญญาอบรมสมาธิๆ ถ้าพิจารณาของมันเท่าทันแล้วมันตัดขาดเลยล่ะ รูป รส กลิ่น เสียง สักแต่ว่า ทำความสงบของใจได้ง่าย นี่กัลยาณชน

เวลาจะยกขึ้นสู่วิปัสสนา วิปัสสนาที่ไหน

สมถกรรมฐานๆ ฐานคือจิต จิตหนึ่ง เวลาพิจารณาไป พิจารณาของเราไป เวลาพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม พิจารณาโดยมรรค ๘ พิจารณางานชอบ ด้วยความชอบธรรม ด้วยภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการภาวนาจะเป็นโลกุตตรธรรม มันพิจารณาวางแล้ววางเล่า แต่ถ้ามัคโคไม่ชัดเจน มรรคไม่สามัคคี มันจะสมุจเฉทปหานได้อย่างไร

ถ้ามันสมุจเฉทปหาน สมุจเฉทปหานด้วยความสมดุลพอดี ด้วยมรรคสามัคคี สัมปยุต วิปปยุต ขาด ขาดออกไป นี่ภวาสวะ ภพ จิตดวงนั้นมันรู้ รู้อะไร รู้พระโสดาบันเกิดอีก ๗ ชาติไง

ถ้าบรรลุธรรมมันต้องรู้ต้องเห็นสิ ถ้ามันรู้มันเห็นแล้วพาดกระแสไง ถ้าพาดกระแส จิตดวงนั้น นี่ไง พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม พระอัสสชิ พระมหานาม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอบรมบ่มเพาะสอนไปจนเป็นพระโสดาบันด้วยกันทั้งหมด แสดงอนัตตลัขณสูตรขึ้นมา

ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ทุกข์ ทุกข์ไม่ใช่ขันธ์ ๕ มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์

มันเป็นทุกข์พระเจ้าค่ะ

แล้วทำไมไม่ทิ้ง

นี่ในงอนัตตลักขณสูตรไง

ในอาทิตตฯ ไง มโนวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ มโนสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ ความสัมผัส ความกระทบกระเทือน มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น

แล้วทำไมเธอไม่วาง เธอไม่เข้าใจ ถ้ามันไม่เห็นภพ ไม่เห็นภวาสวะ ไม่เห็นสถานที่ จิตตภาวนามันจะเป็นโลกุตตรธรรมอย่างไร

ถ้าโลกุตตรธรรม มรรคหยาบ มรรคละเอียดไง ถ้ามันยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา มันจะเป็นสติ เป็นมหาสติอย่างไร

เป็นสติ เป็นมหาสติ มหาปัญญา เป็นปัญญาญาณ ปัญญาอัตโนมัติที่มันจะลึกซึ้งเข้าไป เข้าไปสู่ภพ จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้นี้หมองไปด้วยอุปกิเลส ไอ้ผ่องใสๆ นั่นน่ะอุปกิเลสทั้งนั้นน่ะ ว่างๆ ว่างๆ เพราะอะไร

เพราะเวลามันละมันถอนของมันแล้ว ขันธ์อย่างหยาบ ขันธ์อย่างกลาง ขันธ์อย่างละเอียดนะ

ไอ้ที่ว่าเป็นนามธรรมที่จับต้องอะไรไม่ได้

ถ้ามันจับได้ อารมณ์ความรู้สึกของเธอเป็นรูปอันหนึ่งนะ เป็นวัตถุเลยล่ะ ถ้ามันจับได้มันพิจารณาของมัน ถ้าพิจารณากายก็ส่วนหนึ่ง พิจารณาเวทนาก็ส่วนหนึ่ง พิจารณาจิต พิจารณาธรรม อย่างใดอย่างหนึ่งให้มันชัดเจน

แล้วถ้าพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ถ้ามันคุ้นเคยแล้ว เดี๋ยวกิเลสมันก็ปลิ้นก็ปล้อนแล้ว ถ้ามันปลิ้นปล้อนขึ้นมา มันพิจารณาอย่างใด จับให้ชัด จับให้มั่นคั้นให้ตาย แล้วพิจารณาของมันไป เวลามันสมดุลพอดีขึ้นมา มัคโค ทางอันเอกไง

ทางอันเอกเกิดจากไหน

ก็เกิดจากภพ เกิดจากจิตนั่นแหละ เวลาจิต เวลาสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มันขาดไป พาดกระแส ใครเป็นคนพาด ถ้ามันพาดกระแสมันก็ต้องรู้สิ เกิดอีก ๗ ชาติ เพราะอะไร

เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย แล้วมันต้องมีฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย แล้วใครจะเป็นคนไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

ถ้าทำจิตหนึ่งไม่เป็น มันยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้ มันเป็นจิตมาร จิตมารมันอีลุ่ยฉุยแฉก มันรู้ธรรมะ มันบรรลุธรรม บรรลุธรรมด้วยมารไง มารมันพาบรรลุ มารมันพาออกไปนอกลู่นอกทาง ไปอยู่ในอำนาจของมัน

จิตหนึ่ง จิตหนึ่งฝึกหัดปฏิบัติของมันขึ้นมาด้วยมรรคด้วยผลไง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไง ถ้ามันพิจารณาไป สันทิฏฐิโก สันทิฏฐิโกแต่ละชั้นแต่ละตอน เป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป มรรคละเอียดๆ

ถ้ามันเริ่มต้น จากเวลาที่ว่าจิตหนึ่งแล้วพิจารณาไป เวลามันขาด นิโรธ ดับทุกข์ ในวงกรรมฐานนะ เขาบอกนี่หัดภาวนาเป็น คนภาวนาเป็น

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา ถ้าภาวนาเป็นแล้วนะ เขามีโอกาสแล้ว แล้วถ้ามีโอกาสแล้วนะ จะต้องมีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ฉะนั้น หลวงปู่มั่นถึงฝากหลวงปู่เจี๊ยะ ฝากหลวงปู่จวนไว้กับหลวงปู่ขาว เพราะหลวงปู่ขาว หลวงปู่มั่นอบรมบ่มเพาะฝึกมา คนอื่นสอนไม่ได้ ไปไหนมา สามวาสองศอก คนอื่นมันเป็นจิตมาร มันก็พาอีลุ่ยฉุยแฉกไปนั่นแหละ

“พระกรรมฐาน ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เพชรน้ำหนึ่ง”

หนึ่งตลาดน่ะ หนึ่งในร้านเพชรนู่น

แต่เพชรน้ำหนึ่งเวลาพาดกระแส ใครเป็นคนพาด แล้วรู้ได้อย่างไร แล้วเวลาคนไม่เป็นสอน มันสอนไปไหน คนไม่เป็นมันก็ละเมอเพ้อพก จิตมารทั้งนั้นน่ะ

จิตมาร อ้างธรรมะ

จิตหนึ่ง อ้างผลการปฏิบัติ

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สาธุ เคารพบูชา ไม่มีศาสดา ไม่มีพระพุทธศาสนา เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราไม่ยอมรับศาสดาได้อย่างใด

แต่เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ไอ้กิเลส ไอ้จิตมาร ไอ้หน้าด้านนั่นน่ะ มันบอกว่ามันรู้ไง มันอ้าง มันว่ามันรู้ไง

แต่ถ้าจิตหนึ่ง ทุกข์เจียนตาย ฝึกหัดด้วยสติด้วยปัญญา ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติด้วยการคุ้มครองดูแลของครูบาอาจารย์ที่เป็นวงกรรมฐาน ที่เห็นคุณค่าของสัจธรรม คุณค่าของธรรมๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมเท่านั้น กราบธรรมๆ

แล้วเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เราต้องการสัจธรรม เราไม่ต้องการจิตมาร เราไม่ต้องการมารยาสาไถย เราไม่ต้องการทะนุถนอมให้มารมันยิ่งใหญ่

ครูบาอาจารย์ที่ดีเขาพยายามตัดแข้งตัดขาของมาร ตัดแข้งตัดขา เห็นไหม ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ

ใครมันอยากทุกข์อยากยาก แต่ถ้าไม่ทุกข์ไม่ยาก มารมันยิ่งใหญ่ แขนขามันแข็งแรง ตัดแข้งตัดขาของมัน ตัดแข้งตัดขาของมารเพื่อทำตัวให้เป็นจิตหนึ่ง เป็นเครื่องอยู่ของใจๆ ถ้าจิตหนึ่งมันอยู่แล้วมันสงบสุข อยู่แล้วสงบสุขก็ฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นข้อเท็จจริง ถ้าฝึกหัดเป็นข้อเท็จจริง ให้เป็นจิตหนึ่ง จิตหนึ่งยกขึ้นสู่วิปัสสนา ยกขึ้นสู่วิปัสสนาด้วยภาวนามยปัญญา ปัญญาอย่างนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา

มีศีล มีสมาธิ มันถึงมีกำลังจะยกขึ้นสู่วิปัสสนา

ไม่มีสมาธิ สัญญาทั้งนั้น แล้วสัญญาไม่มีวันเลือนรางนะ มันมีเสียหายว่าสัญญามันเข้มข้น สัญญามันเบาบางไง เข้มข้นก็พูดจาชัดเจน สัญญาความจำ พูดครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ จะแตกต่างกันแล้ว แต่มันพูดพร่ำเพ้อเพ้อพกอยู่อย่างนั้นได้ตลอดเวลา เพราะมันเป็นสัญญา

แต่ถ้ามันเป็นปัญญา เดี๋ยวก็มี เดี๋ยวก็ล้มลุกคลุกคลาน เดี๋ยวมันก็ไม่เป็นความจริง เพราะ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ปัญญาเกิดจากจิตดวงนั้น จิตตภาวนา จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ

พระพุทธศาสนาไม่เคารพบูชาสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น เคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เคารพศาสดาของเรา เคารพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเคารพสัจธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารื้อค้นมาจนมารร้องไห้คร่ำครวญ ลูกสาวของมารมาช่วยยับยั้งอย่างใด ครอบครัวของมารก็ต้องสิ้นไป เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม สงฆ์องค์แรกของโลกไง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

เราพยายามฝึกหัดของเรา ฝึกหัวใจของเรา ไม่ใช่ฝึกจิตมาร ไม่ใช่ฝึกมารยาสาไถย ไม่ใช่ฝึกการเสพติดบ้าบอคอแตก

ฝึกหัดให้เป็นจิตหนึ่ง แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมาให้เป็นสัจจะ ให้เป็นความจริงของหัวใจผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น เอวัง